เทคนิคการปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
กัญชา เป็นศัพท์ที่ใช้ในการเรียกพืชตระกูล Cannabis ที่ถูกควบคุมการใช้มาอย่างยาวนาน เนื่องจากมีสารเมาที่กระตุ้นระบบประสาท ทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม และเสพติดได้ แต่ในทางการแพทย์ กัญชาก็ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยของคนไข้ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้นอนหลับสบาย ลดอาการปวดเกร็งของกล้ามเนื้อ รักษาอาการปวดเมื่อย เบื่ออาหาร ไปจนถึงลดอาการข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็ง ทำให้มีการปลูกกัญชาเพื่อใช้ในการรักษาและบรรเทาความเจ็บป่วยมากขึ้น ซึ่งสายพันธุ์กัญชาที่นิยมปลูกกันในปัจจุบันมีหลากหลายชนิด เช่น Cannabis Sativa, Cannabis Indica, Cannabis ruderalis
สารสำคัญที่พบในกัญชา
ในกัญชามีสารที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะมีระดับของสาร THC และ CBD ที่แตกต่างกันออกไป
- The delta-9 tetrahydrocannabinol หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า สาร THC ซึ่งเป็นสารที่ให้ฤทธิ์มึนเมา หากมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องจะส่งผลให้มีอาการเสพติดได้ โดยองค์การอนามัยโลก ก็ยังจัดกัญชาเป็นสารเสพติดประเภทที่ 1 ซึ่งมีโอกาสเสพติดและนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ แต่ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์
- Cannabidiol (CBD) เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอาการเมาเคลิ้ม และอาการทางจิตที่เกิดจากสาร THC โดยสาร CBD ยังไม่พบว่าทำให้เกิดอาการติดหรือดื้อยา รวมทั้งองค์การอนามัยโลกไม่ได้จัดให้สาร CBD เป็นสารเสพติด
วิธีเลือกสายพันธุ์กัญชาที่เหมาะสม
สำหรับผู้ที่กำลังสนใจที่จะปลูกกัญชา แต่ไม่แน่ใจว่าจะเลือกสายพันธุ์ไหนดี แนะนำให้เลือกตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
- เลือกสายพันธุ์ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เช่น หากต้องการสรรพคุณทางการแพทย์อย่างการบรรเทาอาการปวด ลดอาการชัก ให้เลือกปลูกกัญชาสายพันธุ์ที่มี CBD สูง และ THC ต่ำ เช่น Cannabis indica แต่หากว่าต้องการคุณสมบัติที่ช่วยทำให้ผ่อนคลาย แนะนำให้เลือกสายพันธุ์ที่มีสาร THC สูง อย่าง Cannabis sativa
- เลือกวิธีการปลูก โดยสามารถพิจารณาจากพื้นที่ และความทนทานต่อสภาพอากาศของแต่ละสายพันธุ์ เช่น การปลูกในดิน หรือไร้ดิน
-
เลือกการปลูกในบ้านหรือกลางแจ้ง
- ปลูกในบ้าน (Indoor) สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องฤดูกาล และสามารถปลูกในพื้นที่จำกัดได้
- ปลูกกลางแจ้ง (Outdoor) มีต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่ผลผลิตอาจจะไม่สม่ำเสมอ ต้องพิจารณาสถานที่ปลูกประกอบกันด้วย
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตในการปลูกกัญชาทางการแพทย์
ในการปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์ให้ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจ ควรจะมีการควบคุมสภาพแวดล้อม ดังต่อไปนี้
|
|
ความเข้มของแสง (Light Intensity) (μmol/m²/s) |
ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) (ppm) |
อุณหภูมิ (Temperature) (°C)-ช่วงกลางวัน |
อุณหภูมิ (Temperature) (°C)-ช่วงกลางวัน |
ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) (%) |
ค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity) (%) |
|
ระยะปลูกต้นกล้า (Clone) |
100-300 |
400 |
22.2-25.6 |
21.1-25.6 |
60-80 |
0.3-0.7 |
|
ระยะสร้างใบและลำต้น (Vegetative) |
300-600 |
400-800 |
23.3-28.9 |
20-24.4 |
55-75 |
1.0-2.0 |
|
ระยะออกดอก (Flowering) |
600+ |
800-1400 |
20-28.9 |
20-25.6 |
50-60 |
1.5-2.6 |

วิธีปลูกและดูแลต้นกัญชาในแต่ละช่วงระยะเวลา
แสงสว่าง (Light)
กัญชาเป็นพืชที่ชอบแสงแดด ดังนั้นแสงจึงเป็นตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุดในการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็นปลูกแบบ Indoor หรือการปลูกในเรือนกระจก ดังนั้นการให้แสงที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเจริญเติบโตของต้นกัญชา โดยในแต่ละช่วงก็มีวิธีดูแลต้นกัญชาโดยการให้แสงที่แตกต่างกันออกไป
- ระยะปลูกต้นกล้า (Clone) : ระยะนี้กัญชาต้องการแสงมากที่สุด เพื่อให้ต้นกัญชาเจริญเติบโตได้เต็มที่ ควรให้แสงตลอด 18 - 24 ชั่วโมง
- ระยะสร้างใบและลำต้น (Vegetative) : กัญชาต้องการอากาศและอาหารเพิ่มขึ้น โดยแสงที่ให้ต้องอย่างน้อยวันละ 16 ชั่วโมง เพื่อรองรับการเจริญเติบโตเต็มขั้นจนกว่าจะถึงระยะการออกดอก
- ระยะออกดอก (Flowering) : ลดการให้แสงลง เพื่อเพิ่มคุณสมบัติทางยา โดยให้แสงวันละ 12 ชั่วโมง และ งดแสงวันละ 12 ชั่วโมง ในระยะออกดอกนี้ การให้แสงสว่างจะมีความสำคัญมาก
อุณหภูมิ (Temperature)
อุณหภูมิที่แนะนำในการปลูกกัญชาจะอยู่ในช่วง 24-30 °C
ความชื้น (Relative Humidity)
ความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ปริมาณความชื้นควรอยู่ใน % ที่เหมาะสม (ดูได้จากตารางด้านบน) ในแต่ละระยะการเติบโต ในอุณหภูมิที่กำหนด เมื่ออุณหภูมิของใบเพิ่มขึ้น พืชจะดึงน้ำจากแหล่งอาหารมากขึ้น
วิธีปลูกกัญชา (Method)
วิธีปลูกกัญชาก็มีความสำคัญต่อการเติบโตของกัญชาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยปัจจุบันนิยมปลูกกัญชาด้วยวิธีดังต่อไปนี้
- Hydroponic (ไฮโดรโปนิกส์) รากของกัญชาจะอยู่ในน้ำที่มีสารละลายธาตุอาหาร ทำให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน รวมถึงได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ทำให้ได้ผลผลิตค่อนข้างสูง
- Aeroponic (แอโรโปนิกส์) รากของต้นกัญชาจะแขวนลอยในอากาศ มีการพ่นสารละลายธาตุอาหารให้รากอย่างสม่ำเสมอ เหมาะกับการปลูกกัญชาในพื้นที่จำกัด
- ปลูกในดิน โดยใช้ดินที่ร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี
แหล่งอาหารของกัญชาที่มักใช้กันในปัจจุบัน
- Coco coir หรือขุยมะพร้าว มีคุณสมบัติที่อุ้มน้ำได้ดี ช่วยให้พืชเติบโตอย่างเหมาะสม
- Peat moss เป็นวัสดุอินทรีย์ที่ช่วยเก็บความชื้น และสารอาหารได้ดีเยี่ยม
น้ำ (Water)
การให้น้ำมากเกินไปเป็นความผิดพลาดอันดับ 1 ของการปลูกกัญชา การให้น้ำจะแตกต่างกันไปในแต่ละวิธีการปลูก น้ำที่ให้ควรสูงกว่าอุณหภูมิห้องเล็กน้อยแต่ไม่ควรเกิน 30 °C และค่า PH อยู่ระหว่าง 5.6 - 6.2 จะดีที่สุด

ปัญหาที่พบบ่อยในการปลูกกัญชา
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น หรือสนใจการปลูกกัญชา ควรระมัดระวังเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- โรคและแมลง โดยเฉพาะการปลูกในดินหรือปลูกกลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นเพลี้ย ไรแดง ราสนิม ซึ่งต้องใช้สารชีวภาพหรือสารเคมีที่เหมาะสมในการกำจัด
- การขาดสารอาหาร ทำให้ใบเหลือง ใบไหม้ ผู้ปลูกจึงต้องตรวจวัดค่า pH และค่าการนำไฟฟ้า (EC) อย่างสม่ำเสมอ
- สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม แสงไม่พอ ความชื้นและอุณหภูมิไม่เหมาะสม ทำให้โตช้าหรือเป็นโรค
กฎหมายและข้อควรรู้เกี่ยวกับการปลูกกัญชา
สำหรับประเทศไทยได้จัดให้ กัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ห้ามใช้ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร แต่ในหลายประเทศ รวมทั้งองค์การอนามัยโลก ก็ยังจัดว่ากัญชาเป็นสารเสพติดอยู่ ดังนั้นการพกพากัญชาไปต่างประเทศต้องศึกษาให้ดีก่อน
อย่างไรก็ตามกฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการปลูกกัญชาในไทยยังไม่ชัดเจน แนะนำให้ศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
หมายเหตุ ทาง Boviga จัดทำข้อมูลเพื่อสนับสนุนการปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น
ท่านที่สนใจปลูกกัญชาแนะนำให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ปลูกกัญ” หรือ “Plookganja” ขององค์การอาหารและยา
กฎหมายและข้อควรรู้เกี่ยวกับการปลูกกัญชา
Boviga เราคือผู้เชี่ยวชาญด้านแสงสว่าง สามารถให้คำแนะนำและปรึกษาเรื่องการใช้โคมไฟปลูกต้นไม้ ทั้งการออกแบบในพื้นที่ร่ม ไม่มีแสงอาทิตย์เข้าถึง หรือการใช้ในช่วงที่แสงแดดไม่เพียงพอต่อความต้องการ ช่วยให้ต้นไม้เติบโตอย่างเหมาะสม ช่วยประหยัดพื้นที่ในการปลูก ติดต่อเราวันนี้ที่ Line ID: @boviga หรือโทร 02-114-3656
