ติดต่อฝ่ายขาย Line: @boviga,  Tel. 02-114-3656 Email: sales@boviga.com

รู้จักแสงสว่างคืออะไร หน่วยแสงสว่าง และการใช้งานอย่างเหมาะสม

October 09, 2023 2 min read

รู้จักแสงสว่างคืออะไร หน่วยแสงสว่าง และการใช้งานอย่างเหมาะสม

สรุปสาระสำคัญ

แสงสว่างคือพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มนุษย์มองเห็นได้ ซึ่งมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยแบ่งเป็นแสงธรรมชาติจากดวงอาทิตย์ที่มีคุณภาพดีที่สุด และแสงประดิษฐ์จากหลอดไฟที่มนุษย์สร้างขึ้น การเลือกใช้แสงสว่างให้เหมาะสมต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยวัดต่าง ๆ ได้แก่ ลูเมน (Lumen) ที่วัดปริมาณแสงทั้งหมดที่ปล่อยออกมา,แคนเดลา (Candela)ที่วัดความเข้มแสงในทิศทางเฉพาะ,ลักซ์ (Lux) ที่วัดความสว่างบนพื้นผิว และประสิทธิภาพ (lm/W)ที่บอกความสามารถในการแปลงพลังงานเป็นแสง นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่นมุมกระจายแสง (Beam Angle)ที่กำหนดพื้นที่ส่องสว่าง,อุณหภูมิสี (CCT)ที่ส่งผลต่อบรรยากาศ,ดัชนีการแสดงสี (CRI)ที่วัดความแม่นยำของสี,ความสามารถหรี่แสง (Dimmability) และอายุการใช้งาน ซึ่งการรู้จักหน่วยเหล่านี้พร้อมเข้าใจวิธีการวัดแสงทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จะช่วยให้เลือกระบบแสงสว่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมสุขภาพสายตาในการใช้งานจริง

Table of Content

  • แสงสว่างคืออะไร 
  • หน่วยแสงสว่าง มีอะไรบ้าง ? 
  • การวัดแสงสว่างมีกี่ประเภท ?

แสงสว่างคือปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ใช้ในการดำเนินชีวิต ทั้งเพื่อการมองเห็น การทำงาน และการสร้างบรรยากาศให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่าง ๆ แต่การเลือกใช้แสงสว่างให้ถูกต้องไม่ใช่เพียงแค่การเลือกหลอดไฟหรือโคมไฟที่สวยงามเท่านั้น หากยังต้องอาศัยความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยแสงสว่างและหลักการการวัดแสงที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถเลือกผลิตภัณฑ์และออกแบบระบบไฟได้ตรงกับความต้องการจริง ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน โรงงาน หรือพื้นที่สาธารณะ

การรู้จักความหมายและวิธีการวัดแสงสว่าง จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้การใช้งานแสงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านความสบายตา ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน และหากคุณกำลังมองหาผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบและติดตั้งระบบแสงสว่างอย่างครบวงจร Boviga คือพันธมิตรที่พร้อมให้บริการ ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญและโซลูชันที่ได้มาตรฐาน ตอบโจทย์การใช้งานทุกประเภท

แสงสว่างคืออะไร ?

แสงสว่าง คือพลังงานรูปหนึ่งที่ประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในช่วงความยาวคลื่นที่สามารถกระตุ้นจอประสาทตา (Retina) ของมนุษย์และทำให้เกิดการมองเห็น ซึ่งช่วงความยาวคลื่นนี้เรียกว่า สเปกตรัมที่มองเห็นได้ (Visible Spectrum) มีความยาวคลื่นโดยประมาณระหว่าง 380 ถึง 780 นาโนเมตร แสงสว่างจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการมองเห็น การรับรู้ และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ

  • แสงธรรมชาติ เป็นแสงที่มาจากดวงอาทิตย์หรือแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ มีคุณภาพแสงที่ดีที่สุด และเหมาะสมกับการมองเห็นของมนุษย์
  • แสงประดิษฐ์เป็นแสงที่มนุษย์สร้างขึ้นจากอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น หลอดไฟ  เพื่อทดแทนแสงธรรมชาติเมื่อจำเป็น

หน่วยแสงสว่าง มีอะไรบ้าง ? 

การวัดและประเมินคุณภาพแสงสว่างใช้หน่วยวัดต่าง ๆ ตามระบบหน่วยวัดสากล (SI Unit) ซึ่งแต่ละหน่วยแสงสว่างมีความหมายและการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1) Luminous Flux | Lumen (lm)

ลูเมน (Lumen) คือหน่วยพื้นฐานของระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ (SI Unit) ของฟลักซ์การส่องสว่าง (Luminous Flux) ซึ่งก็คือค่าของปริมาณแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดแสง

2) Luminous Intensity | Candela (Cd)

แคนเดลา (Candela) คือหน่วยพื้นฐานของระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ (SI Unit) ของความเข้มของการส่องสว่าง (Luminous Intensity) ซึ่งหมายถึง กำลังแสงที่ปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดแสงในทิศทางเฉพาะ โดยทั่วไปแหล่งกำเนิดแสงจะมีค่าความเข้มของการส่องสว่างที่แตกต่างกันโดยพิจารณาถึงความแตกต่างของทิศทาง

3) Illuminance | Lux (lx)

ลักซ์ (Lux) คือหน่วยพื้นฐานของระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ (SI Unit) ของความส่องสว่าง ซึ่งหมายถึง ฟลักซ์ของการส่องสว่างที่แผ่ออกมากระจายบนพื้นที่ที่กำหนด

4) Efficacy (lm/W)

ประสิทธิภาพ (Efficacy) คือความสามารถของแหล่งกำเนิดแสงในการแปลงพลังงานไฟฟ้าแล้วแสดงออกมาในรูปของแสง ซึ่งอยู่ในหน่วยของเอาต์พุต (ลูเมน) หารด้วยอินพุต (วัตต์)

5) Beam Angle (Degree)

มุมองศาของแสง (Beam Angle) คือมุมระหว่าง 2 ทิศทางที่มีความเข้มของการส่องสว่างเป็นครึ่งหนึ่งของความเข้มของการส่องสว่างสูงสุดที่กึ่งกลางของลำแสง มุมองศาของแสงของโคมไฟเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้แนวคิดว่าแสงไฟมีการกระจายเป็นอย่างไรจากศูนย์กลางของลำแสง

จากภาพจะเห็นว่า โคมไฟมีมุมองศาที่แตกต่างกัน ทำให้ความเข้มข้นของแสง และพื้นที่ในการส่องสว่างแตกต่างกัน เพื่อการใช้งานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

6) Color Temperature / Correlated Color Temperature (CCT)

ดัชนีการแสดงสี (CRI) คือการวัดความสามารถในการแสดงสีตามธรรมชาติของแหล่งกำเนิดแสงใด ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติหรือแสงแดด

7) Color Rendering Index (CRI)

ดัชนีการแสดงสี (CRI) คือการวัดความสามารถในการแสดงสีตามธรรมชาติของแหล่งกำเนิดแสงใด ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งกำเนิดแสงจากธรรมชาติหรือแสงแดด

8) Dimmability

ความสามารถในการหรี่แสงได้ (Dimmability) คือความสามารถในการปรับลดระดับความสว่างของโคมไฟให้เป็นไปตามต้องการให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่ต้องการทำ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดพลังงานและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าโคมไฟที่ไม่สามารถปรับลดความสว่างได้

9) Life Time (hrs.)

อายุการใช้งาน (Life Time) คืออายุการใช้งานโดยเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ที่ให้แสงสว่างหรือโคมไฟ เมื่อใช้งานที่แรงดันปกติของหลอดไฟ กระแสไฟฟ้าและสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีการควบคุม ซึ่งอายุการใช้งานของโคมไฟจริงจะมีความแตกต่างออกไปเป็นเหตุมาจากเงื่อนไขในการใช้งานเหล่านี้

การวัดแสงสว่างมีกี่ประเภท ?

การวัดแสงสว่างมีความสำคัญ เพราะช่วยให้มั่นใจว่าระดับความสว่างในพื้นที่นั้น ๆ เหมาะสมตามมาตรฐาน ไม่สว่างมากหรือน้อยเกินไป ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพสายตาและประสิทธิภาพการทำงาน โดยสามารถแบ่งวิธีการตรวจวัดหลัก ๆ ได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. การวัดเชิงปริมาณ (Photometric Measurements)

เป็นการวัดปริมาณแสงทางกายภาพ เพื่อประเมินความเหมาะสมของระบบแสงสว่าง แบ่งเป็น

  • วัดความสว่าง (Illuminance) เป็นการวัดปริมาณแสงที่ตกกระทบบนพื้นผิว ด้วยเครื่องมือ Light Meter หรือ Lux Meter เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่มีแสงสว่างเพียงพอตามมาตรฐานหรือไม่
  • วัดความเข้มแสง (Luminous Intensity) เป็นการวัดการกระจายแสงในทิศทางต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือ Goniophotometer เพื่อการออกแบบและทดสอบโคมไฟ
  • วัดความสว่างจ้า (Luminance)เป็นการวัดความสว่างที่เห็นจากพื้นผิวหรือแหล่งกำเนิดแสง โดยใช้ Luminance Mete เพื่อควบคุมความจ้า และมอบแสงที่สบายตา 

2. การวัดเชิงคุณภาพ (Quality Measurements)

เป็นการวัดคุณภาพของแสงที่ส่งผลต่อการมองเห็นและความสบาย แบ่งเป็น 

  • วัดอุณหภูมิสี (Color Temperature)โดยใช้เครื่อง Spectrometer หรือ Color Meter ซึ่งเป็นการวัดในหน่วย Kelvin (K) เพื่อบอกลักษณะสีของแสง 
  • วัดดัชนีการแสดงสี (Color Rendering Index) เพื่อวัดความสามารถในการแสดงสีที่เป็นธรรมชาติ มีค่าตั้งแต่ 0-100 ซึ่งยิ่งสูงยิ่งดี โดยใช้สำหรับงานที่ต้องการความแม่นยำของสี
  • วัดการกระจายแสง (Light Distribution) เป็นการวัดรูปแบบการกระจายของแสงจากโคมไฟ มีความสำคัญต่อการออกแบบระบบแสงสว่างในแต่ละพื้นที่

การรู้หน่วยแสงสว่าง พร้อมกับเข้าใจวิธีการวัดแสงเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการ เจ้าของโรงงาน อาคาร และสถานที่ต่าง ๆ สามารถเลือกลงทุนในระบบแสงสว่างได้อย่างเหมาะสม ซึ่งไม่เพียงช่วยประหยัดพลังงานในระยะยาว แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพในการทำงานของผู้ใช้งานอีกด้วย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: แสงสว่างคืออะไร และสำคัญอย่างไรต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ?

A:แสงสว่าง คือ พลังงานในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในช่วงความยาวคลื่นที่ตามนุษย์สามารถมองเห็นได้ มีความสำคัญต่อการมองเห็น การทำงาน การสร้างความปลอดภัย และการกำหนดบรรยากาศของพื้นที่ เช่น การใช้แสงโทนอบอุ่นเพื่อความผ่อนคลาย หรือแสงโทนขาวเพื่อการทำงานที่ต้องการความชัดเจน

Q: ความแตกต่างระหว่างแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์คืออะไร ?

A: แสงธรรมชาติมาจากดวงอาทิตย์หรือแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ มีคุณภาพแสงที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับการมองเห็นของมนุษย์ มี CRI เท่ากับ 100 ส่วนแสงประดิษฐ์เป็นแสงที่มนุษย์สร้างขึ้นจากอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น หลอดไฟ LED เพื่อทดแทนแสงธรรมชาติเมื่อจำเป็น 

Q: ลูเมน (Lumen, lm) และลักซ์ (Lux, lx) แตกต่างกันอย่างไร ?

A: เป็นหน่วยวัดแสงที่ใช้ต่างกัน ดังนี้

  • ลูเมน (lm)เป็นหน่วยวัด ปริมาณแสงทั้งหมด (Luminous Flux) ที่ถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดแสง (เช่น หลอดไฟ) ในทุกทิศทาง
  • ลักซ์ (lx) เป็นหน่วยวัด ความส่องสว่าง (Illuminance) ซึ่งหมายถึงปริมาณแสง (Lumen) ที่ตกลงบนพื้นที่ 1 ตารางเมตร (lm/m2) ใช้เพื่อประเมินว่าพื้นผิวหรือพื้นที่นั้น ๆ มีความสว่างเพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่

Q: ควรเลือกโคมไฟหรือหลอดไฟอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน ?

A: หากเลือกใช้โคมไฟที่มีค่า Efficacy (lm/W) สูง จะช่วยให้ได้ปริมาณแสงมากขึ้นโดยใช้พลังงานน้อยลง รวมถึงการเลือกโคมไฟที่หรี่แสงได้ (Dimmability) จะช่วยปรับระดับความสว่างให้เหมาะสมกับกิจกรรม ลดการสิ้นเปลืองพลังงาน และยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟ

Q: ควรเลือกโคมไฟหรือหลอดไฟอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งาน ?

A: ควรพิจารณาหลักการพื้นฐานหลายด้าน เช่น ปริมาณแสง (Lumen) ความเข้ม (Candela) ค่าความสว่างบนพื้นที่ (Lux) มุมกระจายแสง (Beam Angle) ความสามารถในการหรี่ไฟ (Dimmability) รวมถึงอายุการใช้งาน (Lifetime) เพื่อให้ได้ทั้งความสบายตา ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าพลังงาน

Boviga ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันแสงสว่างครบวงจร

Boviga คือผู้ให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบแสงสว่างแบบครบวงจร ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักการด้านแสงสว่างและหน่วยแสงสว่างที่ได้มาตรฐานสากล Boviga พร้อมนำเสนอโซลูชันผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่โคมไฟสำหรับที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน ไปจนถึงระบบแสงสว่างประสิทธิภาพสูงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม โดยเน้นที่การใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงานและมอบแสงสว่างที่มีคุณภาพสูงสุดในทุกพื้นที่ของคุณ ติดต่อเราได้ที่ Line ID: @bovigaหรือโทร. 02-114-3656 เพื่อยกระดับระบบแสงสว่างด้วยโคมไฟประสิทธิภาพสูงจาก Boviga